ตอนที่ 1: ดวงตาสีเงิน

ความเงียบในยามพลบค่ำของป่าไพศาลนั้นหนักอึ้ง ราวกับอากาศหยุดนิ่ง แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเงามืดที่คืบคลานเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่งในหมู่บ้าน “เอนาธี” หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา เสียงลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านกิ่งไม้สูงใหญ่ราวกับเสียงกระซิบอันน่าขนลุก ยิ่งทำให้ความหนาวเหน็บกัดกินเข้ามาถึงกระดูก

“เอเดน” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มีดวงตาที่คมกริบดุจนกอินทรี กำลังยืนอยู่หน้ากระท่อมไม้หลังเล็กๆ ของเขา เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด ไร้ดวงดาว แตกต่างจากทุกค่ำคืนที่ผ่านมา ปกติแล้วท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเอนาธีจะสว่างไสวด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง แต่คืนนี้…มันมืดสนิท ราวกับมีบางสิ่งบดบังทุกอย่างไว้

“มันผิดปกติเกินไป” เอเดนพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย เขากำขวานในมือแน่น ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ หมู่บ้านที่เงียบสงัดผิดวิสัย ไม่มีเสียงเด็กหัวเราะ ไม่มีเสียงผู้คนพูดคุย ไม่มีแม้แต่แสงไฟจากบ้านเรือนที่เคยสว่างไสว

ความกังวลกัดกินหัวใจของเอเดนมาตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อน เมื่อสัตว์ป่าเริ่มหายไปจากป่าโดยไม่ทิ้งร่องรอย พืชผลในไร่นาเหี่ยวเฉาอย่างกะทันหัน และที่น่าขนลุกที่สุดคือ สัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านเริ่มล้มตายอย่างเป็นปริศนา โดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลใดๆ ไว้เลย

“ทุกคนหายไปไหนกันหมด” เขาพูดกับตัวเอง เขารู้สึกถึงความหนาวเย็นที่ไม่ได้มาจากลม แต่มาจากความหวาดกลัวที่เกาะกุมอยู่ในอก

เอเดนตัดสินใจออกสำรวจ เขาจุดตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ข้างประตู แล้วก้าวออกจากกระท่อมช้าๆ แสงสลัวของตะเกียงส่องนำทางเขาไปตามทางเดินแคบๆ ที่มุ่งตรงสู่ใจกลางหมู่บ้าน

ทุกย่างก้าวของเอเดนเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากความมืดมิดและความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ บ้านเรือนทุกหลังปิดตาย หน้าต่างมืดมิด ไม่มีแม้กระทั่งควันไฟที่ลอยออกมาจากปล่องไฟ

“มีใครอยู่ไหม!” เอเดนตะโกนลั่น เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ “ตอบฉันที!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิวราวกับเสียงร้องไห้ของวิญญาณ เอเดนเดินไปที่บ้านของ ผู้เฒ่าคาร์ล ผู้นำหมู่บ้านผู้รอบรู้และใจดี เขาเคาะประตูเบาๆ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ

เขาตัดสินใจผลักประตูเข้าไปช้าๆ ประตูไม้เก่าๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมเสียงเสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าด ภายในบ้านมืดมิดและเย็นยะเยือก เอเดนส่องตะเกียงไปรอบๆ เห็นข้าวของวางระเกะระกะเหมือนถูกทิ้งไปอย่างกะทันหัน

“ไม่มีใครอยู่เลยงั้นเหรอ” เอเดนพึมพำ “หรือว่า…พวกเขาทั้งหมด…”

ความคิดที่น่าสะพรึงกลัวแล่นเข้ามาในหัวของเขา เขารีบสลัดมันทิ้งไป พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้น เสียงที่แหบพร่าและต่ำลึก ราวกับมาจากห้วงลึกของความมืด มันไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า แต่มันเป็นเสียง…เสียงกระซิบ

“มาหาข้า…เด็กน้อย…”

เสียงนั้นดังขึ้นเพียงชั่วครู่ แล้วก็เงียบหายไป เอเดนเบิกตากว้าง หัวใจของเขาเต้นระรัว เขามั่นใจว่าไม่ได้หูฝาด นั่นคือเสียงที่เขาได้ยินเมื่อสองสามวันก่อน เสียงที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอด

“ใครน่ะ!” เอเดนตะโกนออกไปในความมืด มือของเขากำขวานแน่น “ออกมาเดี๋ยวนี้!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุกกลับคืนมา เอเดนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พยายามจับต้นชนปลายของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้

“ไม่จริงน่า” เขากล่าวกับตัวเอง “ฉันคงจะเพ้อไปเอง”

แต่ในใจลึกๆ เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงธรรมดา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยพลังงานบางอย่าง พลังงานที่น่าสะพรึงกลัวและชวนให้ขนลุก

เอเดนตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นไป เขาเดินออกจากบ้านของผู้เฒ่าคาร์ล มุ่งหน้าไปยังทางที่เสียงนั้นดังขึ้น มันเป็นทางที่มุ่งตรงไปยังป่าลึกที่ชาวบ้านไม่เคยกล้าเข้าไปยามค่ำคืน

เขาก้าวเข้าไปในป่าที่มืดมิด ต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมจนแสงจันทร์ไม่สามารถส่องลอดลงมาได้ กิ่งไม้ที่บิดเบี้ยวดูคล้ายแขนของปีศาจที่กำลังเอื้อมมือมาหา กลิ่นอับชื้นของดินและใบไม้เน่าเสียคละคลุ้งไปทั่ว

“เข้ามาใกล้กว่านี้…เด็กน้อย…” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ราวกับอยู่ข้างหูของเขา

เอเดนหยุดชะงัก เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด แสงจากตะเกียงสั่นไหวไปมา ราวกับตอบรับกับความตื่นกลัวของเขา

“แกเป็นใคร!” เอเดนตะโกนลั่น “ออกมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ราวกับปีศาจที่กำลังหัวเราะเยาะความสิ้นหวังของมนุษย์

“ในไม่ช้า…เจ้าก็จะหลับใหลเช่นกัน…เช่นเดียวกับทุกคน”

เสียงนั้นค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก เอเดนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของเขาจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

“ไม่…ฉันจะไม่ยอมแพ้” เขากัดฟันพูด “ฉันจะต้องหาความจริงให้ได้”

เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความกลัวและความกังวล

ระหว่างทาง เขาได้ยินเสียงบางอย่างอีกครั้ง เสียงครางเบาๆ ดังขึ้นจากที่ไกลๆ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด เอเดนหยุดชะงัก หัวใจของเขาเต้นรัว เขาพยายามมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด

“อะไรน่ะ…” เขากล่าว “เสียงอะไรน่ะ”

เสียงครางนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ราวกับกำลังเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ เอเดนตัดสินใจเร่งฝีเท้า เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เขาวิ่งไปตามทางเดินที่มืดมิด เสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่รอบกาย เสียงครางนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขารู้สึกว่ามันอยู่ข้างหลังเขาแล้ว

“เจ้าวิ่งไปไม่พ้นหรอก…” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ข้างหูของเขา

เอเดนสะดุ้งสุดตัว เขาหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบสิ่งใด มีเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า

“ไม่จริงน่า…” เขากล่าว “มันเป็นไปไม่ได้”

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังหายใจรดต้นคอของเขา กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายของเขา เอเดนหันขวับกลับไปอีกครั้ง และคราวนี้ เขาก็ได้เห็นมัน

ร่างเงาสีดำขนาดใหญ่ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขา ร่างนั้นสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงฉานในความมืด มันไม่มีใบหน้า ไม่มีแขนขาที่ชัดเจน มีเพียงเงาดำทะมึนที่ดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวไปมา

เอเดนยืนนิ่งราวกับถูกสาป เขาไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่สัตว์ป่า ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวและชั่วร้าย

“แก…แกเป็นใคร” เอเดนพึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือจนแทบจะไม่ได้ยิน

ร่างเงานั้นไม่ตอบ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เอเดนช้าๆ ทุกย่างก้าวของมันเต็มไปด้วยพลังงานที่น่ากลัว ราวกับความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เอเดนพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปหมด เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากยืนจ้องมองร่างเงานั้นที่กำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“ไม่นะ…” เขากล่าว “อย่าเข้ามา!”

แต่ร่างเงานั้นก็ไม่ฟัง มันยังคงเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ จนกระทั่งมันอยู่ห่างจากเอเดนเพียงไม่กี่ก้าว

ทันใดนั้น ดวงตาสีเงินของเอเดนก็เรืองแสงขึ้นมาอย่างกะทันหัน แสงสีเงินสว่างจ้าทะลุผ่านความมืดมิด เปล่งประกายไปทั่วบริเวณ ร่างเงาสีดำหยุดชะงักราวกับถูกตรึงไว้ด้วยพลังงานบางอย่าง

“อะไรกัน…” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากร่างเงานั้น มันไม่ใช่เสียงหัวเราะอีกต่อไป แต่มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความโกรธเกรี้ยว

เอเดนรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขา มันเป็นพลังงานที่อบอุ่นและแข็งแกร่ง ไม่ใช่ความกลัวที่เขาเคยรู้สึก มันเป็นพลังงานที่มาจากภายในตัวเขาเอง

เขายื่นมือออกไปข้างหน้า แสงสีเงินจากดวงตาของเขาพุ่งตรงไปยังร่างเงาสีดำ ร่างเงาคำรามด้วยความเจ็บปวด แล้วค่อยๆ สลายไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ

เอเดนหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงอย่างกะทันหัน ดวงตาสีเงินของเขากลับคืนสู่สภาพปกติ เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ แต่เขาก็รู้ว่าเขาเพิ่งทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติไป

“นี่มัน…อะไรกัน” เอเดนพึมพำกับตัวเอง เขามองไปที่มือของตัวเอง ที่ยังคงรู้สึกถึงพลังงานที่เพิ่งใช้ไป

เขาล้มลงกับพื้น ดวงตาของเขาปิดลงช้าๆ แต่ก่อนที่สติจะดับไป เขาได้ยินเสียงแผ่วเบา เสียงที่คุ้นเคย เสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมานานแสนนาน

“เจ้าคือผู้ถูกเลือก…เอเดน…”