ตอนที่ 2: สัมผัสวิญญาณของไค

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาต้องใบหน้าของเอไลจาห์ ให้ความอบอุ่นที่เขาไม่ได้รับมานานแสนนาน เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากป่ารอบข้างเป็นดนตรีธรรมชาติที่ขับกล่อมความเงียบงัน ความรู้สึกของชีวิตที่กลับคืนมาทำให้เขามั่นใจว่าไม่ได้ฝันไป เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ สัมผัสถึงพื้นดินที่เย็นสบายใต้ฝ่ามือ ลีลากำลังก่อไฟอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าของเธอเงียบสงบ แต่แววตายังคงฉายแววความกังวล

“เราอยู่ที่ไหนกัน” เอไลจาห์ถาม เสียงของเขายังคงแหบพร่าเล็กน้อย

ลีลาหันมามองเขา เธอยิ้มบางๆ “ในป่าลึกค่ะ ไม่ไกลจากหมู่บ้านของท่านนัก”

“แล้วหมู่บ้านของฉัน…” คำถามค้างอยู่ในลำคอ ความทรงจำเกี่ยวกับความมืดมิดและร่างเงาประหลาดเมื่อคืนก่อนยังคงชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

ลีลาถอนหายใจ “หมู่บ้าน…ยังคงถูกความมืดกลืนกินค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ท่านปลอดภัยแล้ว”

เอไลจาห์เงียบไปครู่หนึ่ง เขาก้มลงมองมือที่เหี่ยวย่นของตัวเอง ความหวาดกลัวยังคงเกาะกุมในใจ แต่ความอยากรู้ก็มีมากกว่า “เธอบอกว่าฉันคือความหวัง…หมายความว่าไง”

ลีลาลุกขึ้นยืน เดินมานั่งข้างๆ เอไลจาห์ เธอยื่นถ้วยน้ำสมุนไพรให้อีกฝ่าย “ท่านเอไลจาห์เป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากพลังของมันค่ะ คนอื่นๆ…พวกเขาหลับใหลไปอย่างถาวร”

“แล้วทำไมฉันถึงรอด” เอไลจาห์ถาม น้ำเสียงเคร่งเครียด

“ท่านมีความเชื่อมโยงกับวิญญาณ” ลีลาตอบ “วิญญาณบริสุทธิ์ของธรรมชาติ วิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าความมืดมิด”

เอไลจาห์ขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ลีลาพูดเลยแม้แต่น้อย “วิญญาณอะไรกัน”

“ท่านจำเด็กชายที่ชื่อ ไค ได้ไหมคะ” ลีลาเอ่ยชื่อขึ้นมา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้า

ชื่อนั้นทำให้เอไลจาห์สะดุ้งเล็กน้อย ไคเป็นเด็กชายที่เขาเคยสอนอ่านเขียนในหมู่บ้าน เด็กน้อยผู้มีดวงตาที่สดใสและรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ ไคเป็นคนแรกๆ ที่ล้มป่วยด้วยโรคลึกลับ

“ไค…” เอไลจาห์พึมพำ “เกิดอะไรขึ้นกับเขา”

ลีลาก้มหน้าลงเล็กน้อย “วิญญาณของเขา…ได้รวมเข้ากับวิญญาณของธรรมชาติค่ะ เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของป่าแห่งนี้ และเขากำลังช่วยเรา”

“เธอพูดถึงอะไรกันแน่” เอไลจาห์ถามอย่างไม่เข้าใจ เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในเรื่องราวที่เหนือความจริง

“ท่านจะเข้าใจเองค่ะ” ลีลากล่าว “ท่านลองหลับตาลง แล้วสัมผัสถึงความเงียบสงบของป่าแห่งนี้ดูสิคะ”

เอไลจาห์ลังเลเล็กน้อย แต่เขาก็ทำตาม เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึกๆ พยายามปล่อยวางความสงสัยและเปิดใจรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในความมืดมิดที่เขาหลับตาลงนั้น เขาได้ยินเสียงแผ่วเบา เสียงกระซิบที่แตกต่างจากเสียงอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อคืนก่อน เสียงนี้เป็นเสียงที่บริสุทธิ์และอ่อนโยน ราวกับเสียงของลมที่พัดผ่านใบไม้ หรือเสียงของลำธารที่ไหลเอื่อย

“ท่านเอไลจาห์…” เสียงนั้นเรียกเขา มันเป็นเสียงของเด็กชาย

เอไลจาห์เบิกตากว้าง เขามองไปที่ลีลาด้วยความตกใจ

“ไค?”

ลีลายิ้ม “ค่ะ นั่นคือเสียงของเขา”

เอไลจาห์หลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เขาพยายามตั้งใจฟัง เสียงของไคชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“ท่านเอไลจาห์…ข้าอยู่ที่นี่…ข้าอยู่ที่นี่กับท่าน”

ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของเอไลจาห์ เขาไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เขาสัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของไค มันไม่ใช่สัมผัสทางกาย แต่เป็นสัมผัสของวิญญาณ

“ไค…ลูกอยู่ที่ไหน” เอไลจาห์ถามในใจ

“ข้าอยู่ทุกที่…ในต้นไม้…ในสายลม…ในแสงแดด…ข้าเป็นส่วนหนึ่งของป่าแห่งนี้”

เอไลจาห์รู้สึกประหลาดใจอย่างที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความเศร้าที่จับใจ เมื่อรู้ว่าเด็กน้อยที่เขารักได้จากไปแล้วจริงๆ

“ความมืดนั่น…มันคืออะไร” เอไลจาห์ถามในใจ เขารู้สึกว่าไคอาจจะรู้คำตอบ

“มันคือเงามืดที่กลืนกินแสงสว่าง…มันคือความว่างเปล่าที่ดูดกลืนชีวิต…มันคือสิ่งที่ต้องการจะครอบครองโลกใบนี้” เสียงของไคเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

“เราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง” เอไลจาห์ถามอย่างสิ้นหวัง

“ท่านต้องตื่นขึ้น…ท่านต้องปลุกพลังที่หลับใหลอยู่ในตัวท่าน” เสียงของไคเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น

“พลังอะไร” เอไลจาห์งุนงง

“พลังแห่งการเชื่อมโยง…พลังที่จะสื่อสารกับวิญญาณของธรรมชาติ…ท่านมีพลังนั้น…แต่ท่านยังไม่รู้ตัว”

เอไลจาห์เปิดตาขึ้น เขาจ้องมองไปยังต้นไม้สูงใหญ่รอบตัว ความรู้สึกแปลกใหม่ผุดขึ้นมาในใจ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของป่าแห่งนี้ เหมือนกับว่าเขาเข้าใจภาษาของต้นไม้และเสียงของสายลม

“ข้า…ข้าทำได้จริงเหรอ” เขาพึมพำ

ลีลาจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “ข้าเชื่อในตัวท่านค่ะ ท่านเอไลจาห์ ท่านเป็นคนเดียวที่มีความบริสุทธิ์เพียงพอที่จะสัมผัสกับวิญญาณ และท่านก็เป็นคนเดียวที่ไคเลือกที่จะสื่อสารด้วย”

“แล้วฉันต้องทำอะไร” เอไลจาห์ถาม

“ท่านต้องเรียนรู้ที่จะใช้พลังนั้นค่ะ” ลีลากล่าว “ท่านต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียงของธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะสัมผัสถึงวิญญาณที่อยู่รอบตัวเรา”

เอไลจาห์มองไปรอบๆ ป่าที่เคยดูเหมือนเป็นเพียงต้นไม้และใบไม้ บัดนี้กลับดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้

“มันยากแค่ไหน” เขาถาม

“มันต้องใช้ความอดทนค่ะ” ลีลากล่าว “แต่ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน เราจะฝึกไปด้วยกัน”

เอไลจาห์พยักหน้า ความหวังริบหรี่ผุดขึ้นในใจของเขา เขาอาจจะแก่แล้ว อาจจะอ่อนแอ แต่เขาก็ไม่ต้องการที่จะยอมแพ้ เขาต้องการที่จะปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด และที่สำคัญที่สุด เขาต้องการที่จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับไค เด็กชายผู้บริสุทธิ์ที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

“แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหน” เอไลจาห์ถาม

ลีลายิ้ม “เริ่มจากทำใจให้สงบค่ะ แล้วลองหลับตาลงอีกครั้ง…”

เอไลจาห์หลับตาลง เขาสูดลมหายใจลึกๆ คราวนี้เขารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไป เสียงกระซิบของไคชัดเจนขึ้น และไม่ใช่แค่เสียงของไคเท่านั้น เขายังได้ยินเสียงอื่นๆ อีกมากมาย เสียงของป่า เสียงของแม่น้ำ เสียงของสรรพชีวิตที่กำลังส่งเสียงร้องจากทุกทิศทาง

เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มองลงมาจากเบื้องบน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในป่าแห่งนี้อย่างชัดเจน เขาเห็นสัตว์ป่าที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นไม้ เห็นดอกไม้ป่าที่กำลังบานสะพรั่ง และเห็นแสงสว่างจางๆ ที่กำลังต่อสู้กับเงามืดที่คืบคลานเข้ามา

มันเป็นสัมผัสที่น่าอัศจรรย์ เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาเข้าใจแล้วว่าลีลาหมายถึงอะไร เขาไม่ได้แค่ได้ยินเสียงของไค แต่เขาสัมผัสได้ถึงวิญญาณของไค วิญญาณที่บริสุทธิ์และทรงพลัง

“ฉันเข้าใจแล้ว” เอไลจาห์พึมพำ “ฉันจะทำมัน”

เขาเปิดตาขึ้น มองไปที่ลีลาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และในแววตานั้น ลีลาก็เห็นประกายแห่งความหวัง ความหวังที่จะต่อสู้กับความมืดมิด ความหวังที่จะนำแสงสว่างกลับคืนมาสู่โลกใบนี้

เรื่องราวการผจญภัยของเอไลจาห์เพิ่งเริ่มต้นขึ้น เขาพร้อมแล้วที่จะเรียนรู้พลังแห่งวิญญาณ และเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา