ตอนที่ 1: เสียงแรกแห่งความมืด

ค่ำคืนนั้นเงียบงันจนน่าขนลุก ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก ราวกับจะพัดพาความหวังสุดท้ายของมนุษย์ให้เลือนหายไป แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยม่านเมฆหนาทึบ ทำให้ทุกสิ่งตกอยู่ในเงามืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่หน้ากระท่อมเก่า ๆ หลังหนึ่งเท่านั้นที่ส่องสว่างริบหรี่ ราวกับเป็นดวงตาที่กำลังจ้องมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า

ภายในกระท่อม เอไลจาห์ ชายชราผู้มีใบหน้ากร้านแดดและริ้วรอยแห่งกาลเวลา กำลังนั่งจมอยู่กับความคิด เขาจ้องมองกองไฟที่กำลังมอดไหม้ช้า ๆ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความเงียบงันของค่ำคืนนี้ผิดแปลกไปจากทุกวัน ไม่มีเสียงจิ้งหรีดเรไร ไม่มีเสียงลมพัดใบไม้ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงหมาหอนที่เคยเป็นเพื่อนร่วมค่ำคืนอันยาวนาน

“มันเงียบเกินไป…” เอไลจาห์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า “เงียบจนน่ากลัว”

เขายกมือขึ้นลูบเคราสีขาวโพลนอย่างครุ่นคิด เหตุการณ์ประหลาดเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน สัตว์ป่าหายไปจากป่าโดยไร้ร่องรอย พืชผลในไร่นาเหี่ยวเฉาอย่างกะทันหัน และที่น่ากังวลที่สุดคือ ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มล้มป่วยด้วยโรคลึกลับ ไม่มีไข้ ไม่มีผื่น แต่ร่างกายอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดลมหายใจไปอย่างเงียบ ๆ

เอไลจาห์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ร่างกายของเขามีอาการปวดเมื่อยตามประสาคนชรา แต่แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้เก่า ๆ ถูกปิดตายอย่างแน่นหนา เขาค่อย ๆ แง้มมันออกช้า ๆ แสงจันทร์สลัว ๆ สาดเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นทิวทัศน์ภายนอกที่มืดมิดและว่างเปล่า

“ไม่มีอะไรเลย” เขากล่าว “เหมือนกับว่าโลกกำลังจะหายไป”

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้น เสียงที่แหบพร่าและต่ำลึก ราวกับมาจากห้วงลึกของความมืด มันไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า แต่มันเป็นเสียง…เสียงกระซิบ

“ตื่นขึ้น…ตื่นขึ้น…”

เสียงนั้นดังขึ้นเพียงชั่วครู่ แล้วก็เงียบหายไป เอไลจาห์เบิกตากว้าง หัวใจของเขาเต้นระรัว เขาแน่ใจว่าไม่ได้หูฟาด นั่นคือเสียงที่เขาได้ยินเมื่อสามวันก่อน และมันเป็นเสียงเดียวกับที่เขาได้ยินก่อนที่ทุกสิ่งจะเริ่มเปลี่ยนแปลง

“ใครน่ะ!” เอไลจาห์ตะโกนออกไปในความมืด มือของเขากำไม้เท้าแน่น “ออกมาเดี๋ยวนี้!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุกกลับคืนมา เอไลจาห์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พยายามจับต้นชนปลายของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้

“ไม่จริงน่า…” เขากล่าวกับตัวเอง “ฉันคงจะเพ้อไปเอง”

แต่ในใจลึก ๆ เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงธรรมดา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยพลังงานบางอย่าง พลังงานที่น่าสะพรึงกลัวและชวนให้ขนลุก

เอไลจาห์ตัดสินใจออกไปสำรวจ เขาจุดตะเกียงอีกดวง แล้วค่อย ๆ เปิดประตูออก ก้าวแรกที่เหยียบย่างออกไปนอกกระท่อม ความหนาวเย็นก็ปะทะเข้ากับร่างกายอย่างรุนแรง เขากระชับผ้าห่มที่ห่มอยู่รอบกายให้แน่นขึ้น แล้วก้าวเดินไปข้างหน้าช้า ๆ

ทุกย่างก้าวของเอไลจาห์เต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ มีเพียงความมืดมิดและความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ต้นไม้สูงใหญ่ที่เคยเขียวขจีบัดนี้กลับยืนต้นตาย ใบไม้ร่วงหล่นจนหมด เหลือเพียงกิ่งก้านที่บิดเบี้ยวราวกับแขนของปีศาจที่กำลังเอื้อมมือมาหา

เอไลจาห์เดินไปตามทางเดินที่คดเคี้ยว มุ่งหน้าไปยังใจกลางหมู่บ้าน ที่นั่นมีโบสถ์เก่าแก่ตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านมาหลายชั่วอายุคน เขามีความหวังว่าอย่างน้อยที่โบสถ์แห่งนั้นอาจจะมีคนอยู่

“มีใครอยู่ไหม!” เขากู่ร้อง เสียงของเขาสั่นเครือ “ตอบฉันที!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิว ราวกับเสียงร้องไห้ของวิญญาณ

เขาส่องตะเกียงไปรอบ ๆ บริเวณ ใจกลางหมู่บ้านเงียบสงัด บ้านเรือนทุกหลังปิดตาย หน้าต่างมืดมิด ไม่มีแม้กระทั่งควันไฟที่ลอยออกมาจากปล่องไฟ

“ไม่มีใครเลยงั้นเหรอ” เอไลจาห์พึมพำ “หรือว่า…พวกเขาทั้งหมด…”

ความคิดที่น่าสะพรึงกลัวแล่นเข้ามาในหัวของเขา เขารีบสลัดมันทิ้งไป พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้

เขาเดินไปที่โบสถ์ ประตูไม้เก่าแก่ถูกปิดแน่น เอไลจาห์ใช้มืออันสั่นเทาผลักประตูออกช้า ๆ เสียงประตูเสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าดในความเงียบงัน ชวนให้ขนลุก

ภายในโบสถ์มืดมิดและเย็นยะเยือก เอไลจาห์จุดตะเกียงเพิ่มอีกหลายดวง แสงสว่างสลัว ๆ ส่องให้เห็นม้านั่งไม้เก่า ๆ ที่เรียงรายอยู่ ผนังโบสถ์ประดับด้วยภาพเขียนสีเฟรสโกที่ซีดจางและรอยร้าวที่บ่งบอกถึงกาลเวลา

“ท่านบาทหลวง…มีใครอยู่ไหม” เอไลจาห์เรียกหา

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งโบสถ์ เอไลจาห์เดินไปที่แท่นบูชา มองไปยังรูปปั้นไม้กางเขนที่ตั้งตระหง่านอยู่ เขารู้สึกถึงความผิดหวังอย่างรุนแรง

“ไม่น่าเป็นไปได้…” เขากล่าว “พวกเขาหายไปไหนกันหมด”

ทันใดนั้น เสียงกระซิบนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ราวกับอยู่ข้างหูของเขา

“พวกเขากำลังหลับใหล…หลับใหลไปตลอดกาล…”

เอไลจาห์สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปมองรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด แสงจากตะเกียงสั่นไหวไปมา ราวกับตอบรับกับความตื่นกลัวของเขา

“แกเป็นใคร!” เอไลจาห์ตะโกนลั่น “ออกมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้น มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ราวกับปีศาจที่กำลังหัวเราะเยาะความสิ้นหวังของมนุษย์

“ในไม่ช้า…เจ้าก็จะหลับใหลเช่นกัน…เช่นเดียวกับทุกคน”

เสียงนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก เอไลจาห์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของเขาจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

“ไม่…ฉันจะไม่ยอมแพ้” เขากัดฟันพูด “ฉันจะต้องหาความจริงให้ได้”

เอไลจาห์รู้ดีว่าเขาไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป เขาต้องทำอะไรบางอย่าง เขาต้องหาคำตอบสำหรับเหตุการณ์ประหลาดเหล่านี้

เขากลับมาที่กระท่อม เตรียมข้าวของที่จำเป็นบางอย่าง เช่น ผ้าห่ม อาหารแห้ง และมีดเล่มเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับป้องกันตัว เขาสวมเสื้อคลุมตัวหนา แล้วหยิบไม้เท้าประจำตัวขึ้นมา

“ฉันจะต้องไปที่หอสมุด” เขากล่าวกับตัวเอง “บางที…อาจจะมีคำตอบอยู่ที่นั่น”

หอสมุดของหมู่บ้านเป็นสถานที่เก่าแก่และเต็มไปด้วยเรื่องราว มีตำราโบราณมากมายที่รวบรวมความรู้และประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ไว้ เอไลจาห์มีความหวังว่าอย่างน้อยที่นั่น อาจจะมีข้อมูลที่ช่วยให้เขาเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

เขาเดินออกจากกระท่อมอีกครั้ง ท้องฟ้ายังคงมืดมิดและไร้ดวงดาว ลมหนาวพัดโชยมาอย่างต่อเนื่อง เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความกลัวและความกังวล

ระหว่างทาง เขาได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงที่แหบพร่าและต่ำลึกอีกครั้ง มันไม่ใช่เสียงกระซิบอีกต่อไป แต่มันเป็นเสียง…เสียงคราง

เสียงครางนั้นดังขึ้นจากที่ไกล ๆ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด เอไลจาห์หยุดชะงัก หัวใจของเขาเต้นรัว เขาพยายามมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด

“อะไรน่ะ…” เขากล่าว “เสียงอะไรน่ะ”

เสียงครางนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ราวกับกำลังเข้ามาใกล้เขาเรื่อย ๆ เอไลจาห์ตัดสินใจเร่งฝีเท้า เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เขาวิ่งไปตามทางเดินที่มืดมิด เสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่รอบกาย เสียงครางนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขารู้สึกว่ามันอยู่ข้างหลังเขาแล้ว

“เจ้าวิ่งไปไม่พ้นหรอก…” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ข้างหูของเขา

เอไลจาห์สะดุ้งสุดตัว เขาหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบสิ่งใด มีเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า

“ไม่จริงน่า…” เขากล่าว “มันเป็นไปไม่ได้”

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังหายใจรดต้นคอของเขา กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายของเขา เอไลจาห์หันขวับกลับไปอีกครั้ง และคราวนี้ เขาก็ได้เห็นมัน

ร่างเงาสีดำขนาดใหญ่ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขา ร่างนั้นสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงฉานในความมืด มันไม่มีใบหน้า ไม่มีแขนขาที่ชัดเจน มีเพียงเงาดำทะมึนที่ดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวไปมา

เอไลจาห์ยืนนิ่งราวกับถูกสาป เขาไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่สัตว์ป่า ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวและชั่วร้าย

“แก…แกเป็นใคร” เอไลจาห์พึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือจนแทบจะไม่ได้ยิน

ร่างเงานั้นไม่ตอบ มันค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้เอไลจาห์ช้า ๆ ทุกย่างก้าวของมันเต็มไปด้วยพลังงานที่น่ากลัว ราวกับความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เอไลจาห์พยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปหมด เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากยืนจ้องมองร่างเงานั้นที่กำลังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

“ไม่นะ…” เขากล่าว “อย่าเข้ามา!”

แต่ร่างเงานั้นก็ไม่ฟัง มันยังคงเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ จนกระทั่งมันอยู่ห่างจากเอไลจาห์เพียงไม่กี่ก้าว

ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่มาจากภายนอก แต่มันดังขึ้นจากภายในหัวของเอไลจาห์เอง

“หลับใหลเสียเถิด…เอไลจาห์…หลับใหลไปพร้อมกับความมืดมิดนี้”

ก่อนที่ทุกสิ่งจะกลายเป็นสีดำสนิท เอไลจาห์เห็นเพียงแสงสีแดงฉานจากดวงตาของร่างเงานั้น และความรู้สึกเย็นยะเยือกที่เข้าครอบงำร่างกายของเขาจนหมดสิ้น

ความมืดมิดที่กลืนกิน

เอไลจาห์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ ไม่มีความรู้สึกใด ๆ นอกจากความว่างเปล่าและความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต เขาพยายามจะลืมตาขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้ ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้ง ราวกับถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น

เสียงกระซิบนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา มันไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่มันเป็นเสียงที่สงบและเยือกเย็น ราวกับกำลังขับกล่อมให้เขานอนหลับไปตลอดกาล

“อย่าต่อต้าน…เอไลจาห์…จงปล่อยวาง…และหลับใหล…”

เอไลจาห์พยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี เขาพยายามจะคิดถึงอะไรบางอย่าง คิดถึงแสงสว่าง คิดถึงความอบอุ่น แต่ก็ทำไม่ได้ ความมืดมิดได้กลืนกินทุกสิ่งไปจนหมดสิ้น

แต่แล้ว ทันใดนั้น แสงสว่างจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นในความมืดมิด แสงนั้นริบหรี่ราวกับดวงดาวที่อยู่ห่างไกลออกไป แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เอไลจาห์รู้สึกถึงความหวัง

เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่กำลังดึงเขาเข้าหาแสงนั้น ช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง เอไลจาห์พยายามที่จะคว้าแสงนั้นไว้ แต่ก็ทำไม่ได้

“เจ้าหนีไปไม่พ้นหรอก…ความมืดมิดจะตามเจ้าไปทุกที่…” เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

เอไลจาห์รู้สึกถึงแรงบีบรัดที่รุนแรง ร่างกายของเขาถูกพันธนาการไว้แน่นกว่าเดิม แสงสว่างนั้นเริ่มเลือนหายไปช้า ๆ

“ไม่นะ…” เขากล่าว “ฉันจะไม่ยอมแพ้”

เขาพยายามดิ้นรน เฮือกสุดท้ายของพลังที่เหลืออยู่ถูกใช้ไปเพื่อต่อสู้กับความมืดมิด

และแล้ว ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่สัมผัสกับมือของเขา มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย ราวกับมือของมนุษย์

เอไลจาห์พยายามที่จะลืมตาขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้ เขาก็ทำได้

สิ่งที่เขาเห็นคือ แสงสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามาในดวงตาของเขา เขาได้ยินเสียงผู้คน ได้ยินเสียงลม และได้กลิ่นดินและใบไม้

เขาลุกขึ้นนั่งช้า ๆ ร่างกายของเขายังคงอ่อนแรง แต่เขาก็รู้สึกถึงชีวิตที่กลับคืนมา

เบื้องหน้าของเขาคือ ป่าที่เขียวขจี ท้องฟ้าที่สดใส และดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงเจิดจ้า

“นี่มัน…” เขากล่าว “ฉันอยู่ที่ไหน”

เขาหันไปมองรอบ ๆ และสิ่งที่เขาเห็นคือ หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล แต่ดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยความเมตตา

“ท่านตื่นแล้ว” เธอกล่าว เสียงของเธอนุ่มนวล “ท่านปลอดภัยแล้ว”

เอไลจาห์มองไปที่เธอด้วยความสับสน

“เธอ…เธอเป็นใคร”

หญิงสาวส่งยิ้มให้เขา

“ข้าชื่อ ลีลา” เธอกล่าว “ข้าพาท่านมาที่นี่”

เอไลจาห์พยายามที่จะนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ทุกสิ่งก็เลือนลางไปหมด มีเพียงความรู้สึกเย็นยะเยือกและความมืดมิดที่ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขา

“ความมืด…” เขากล่าว “มันคืออะไร”

ลีลามองไปที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ

“มันคือสิ่งที่กำลังกลืนกินโลกใบนี้” เธอกล่าว “และท่าน…คือความหวังเดียวของเรา”

เอไลจาห์มองไปที่ลีลาด้วยความไม่เข้าใจ แต่ในใจลึก ๆ เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเริ่มต้นขึ้น บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว

นี่คือเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราว…