ตอนที่ 1: คำมั่นใต้จันทราโลหิต

ค่ำคืนนั้น…ผิดแปลกไปจากทุกคืน ดวงจันทร์ที่เคยสุกสกาวกลับกลายเป็นสีแดงฉานราวกับหยดเลือดที่แขวนอยู่กลางนภากาฬ แสงสีโลหิตสาดส่องต้องหมู่บ้าน “อาเซลล์” ให้ทุกสิ่งดูพร่าเลือนและน่าขนลุก เสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องแผ่วเบาจากเงามืดที่คืบคลานเข้าปกคลุมทุกซอกมุม

“เอลิซ่า” หญิงสาวผู้มีผมสีดำขลับยาวสยายถึงกลางหลัง และนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มลึกราวห้วงมหาสมุทร ยืนอยู่หน้าบ้านไม้เก่าๆ ของเธอ มือบางกำสร้อยจี้รูปดวงจันทร์ที่ส่องประกายสีเงินวาวแน่น เธอเงยหน้ามองจันทราโลหิตด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความหวาดหวั่น

“ท่านแม่…ท่านพ่อ…” เสียงของเธอแหบพร่า ขณะที่ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปทั่วหมู่บ้านที่เงียบสนิทผิดวิสัย ไม่มีเสียงหัวเราะของเด็กๆ ไม่มีเสียงพูดคุยจากชาวบ้านที่เคยอบอุ่น และที่น่าขนลุกที่สุดคือ ไม่มีแม้แต่แสงไฟจากบ้านเรือนที่เคยส่องสว่างเรืองรอง

เพียงไม่กี่วันก่อน หมู่บ้านอาเซลล์ยังคงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แต่แล้ว…ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อแสงจันทร์เริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนก็เริ่มล้มป่วยด้วยโรคลึกลับ ไม่มีไข้ ไม่มีบาดแผล แต่ร่างกายของพวกเขากลับอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดลมหายใจไปอย่างช้าๆ ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ

ความเงียบในยามนี้ทำให้เอลิซ่ารู้สึกหนาวสะท้านเข้าไปถึงกระดูก เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไรบางอย่าง เธอต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านและครอบครัวของเธอ

“ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้” เธอพึมพำกับตัวเอง สร้อยจี้ในมือของเธออุ่นขึ้นเล็กน้อยราวกับตอบรับคำมั่นของเธอ

เอลิซ่าตัดสินใจออกสำรวจ เธอหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมาจุด แล้วก้าวออกจากบ้านช้าๆ แสงสลัวๆ ของตะเกียงส่องนำทางเธอไปตามทางเดินแคบๆ ที่มุ่งตรงสู่ใจกลางหมู่บ้าน

ทุกย่างก้าวของเอลิซ่าเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เธอหูผึ่ง ดวงตาจับจ้องไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากความมืดมิดและความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ บ้านเรือนทุกหลังปิดตาย หน้าต่างมืดมิด ไม่มีแม้กระทั่งควันไฟที่ลอยออกมาจากปล่องไฟ

“มีใครอยู่ไหม!” เอลิซ่าตะโกนลั่น เสียงของเธอสั่นเครือและแหบพร่า “ได้ยินฉันไหม!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิวราวกับเสียงร้องไห้ของวิญญาณ เอลิซ่าเดินไปที่บ้านของ ผู้เฒ่ากาเลน ผู้นำหมู่บ้านผู้รอบรู้และมีเมตตา เธอเคาะประตูเบาๆ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ

เธอตัดสินใจผลักประตูเข้าไปช้าๆ ประตูไม้เก่าๆ เปิดออกพร้อมเสียงเสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าด ภายในบ้านมืดมิดและเย็นยะเยือก เอลิซ่าส่องตะเกียงไปรอบๆ เห็นข้าวของวางระเกะระกะคล้ายถูกทิ้งไปอย่างกะทันหัน

“ไม่มีใครอยู่เลยงั้นเหรอ” เอลิซ่าพึมพำ “หรือว่า…พวกเขาทั้งหมด…”

ความคิดที่น่าสะพรึงกลัวแล่นเข้ามาในหัวของเธอ เธอรีบสลัดมันทิ้งไป พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้น เสียงที่แหบพร่าและต่ำลึก ราวกับมาจากห้วงลึกของความมืด มันไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า แต่มันเป็นเสียง…เสียงกระซิบ

“เข้ามาใกล้กว่านี้…เด็กสาว…”

เสียงนั้นดังขึ้นเพียงชั่วครู่ แล้วก็เงียบหายไป เอลิซ่าเบิกตากว้าง หัวใจของเธอเต้นระรัว เธอแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาด นั่นคือเสียงที่เธอได้ยินเมื่อสองสามวันก่อน เสียงที่ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มล้มป่วย และเสียงที่นำพาความมืดมิดเข้ามา

“ใครน่ะ!” เอลิซ่าตะโกนออกไปในความมืด มือของเธอกำสร้อยจี้แน่น “ออกมาเดี๋ยวนี้!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุกกลับคืนมา เอลิซ่าพยายามรวบรวมสติ เธอจำได้ว่าเสียงนี้ดังขึ้นจากทางทิศเหนือของหมู่บ้าน มุ่งตรงไปยังป่าแห่งคำสาป ป่าที่ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปในยามราตรี

เอลิซ่าตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นไป เธอก้าวออกจากบ้านของผู้เฒ่ากาเลน มุ่งหน้าไปยังทางที่เสียงนั้นดังขึ้น แสงจันทร์โลหิตสาดส่องลงมา ทำให้ทิวทัศน์รอบข้างดูแปลกตาและน่าหวาดหวั่นยิ่งขึ้น

เธอก้าวเข้าไปในป่าที่มืดมิด ต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมจนแสงจันทร์ไม่สามารถส่องลอดลงมาได้ กิ่งไม้ที่บิดเบี้ยวดูคล้ายแขนของปีศาจที่กำลังเอื้อมมือมาหา กลิ่นอับชื้นของดินและใบไม้เน่าเสียคละคลุ้งไปทั่ว ความหนาวเย็นกัดกินเข้ามาถึงกระดูก

“เจ้าคือผู้ถูกเลือก…ผู้ที่จะนำพาหายนะ…หรือแสงสว่าง…” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ราวกับอยู่ข้างหูของเธอ

เอลิซ่าหยุดชะงัก เธอหันขวับไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด แสงจากตะเกียงสั่นไหวไปมา ราวกับตอบรับกับความตื่นกลัวของเธอ

“แกเป็นใคร!” เอลิซ่าตะโกนลั่น “ออกมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ราวกับปีศาจที่กำลังหัวเราะเยาะความสิ้นหวังของมนุษย์

“ในไม่ช้า…เจ้าก็จะหลับใหลเช่นกัน…เช่นเดียวกับทุกคนในหมู่บ้านของเจ้า”

เสียงนั้นค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก เอลิซ่ารู้สึกถึงความกลัวที่เข้าครอบงำจิตใจของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ความโกรธก็ปะทุขึ้นในอก เธอจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาทำลายหมู่บ้านและผู้คนของเธอ

“ฉันจะไม่ยอมแพ้” เธอกัดฟันพูด “ฉันจะหาความจริง และจะหยุดแกให้ได้”

เธอเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความกลัวและความกังวล

ระหว่างทาง เธอได้ยินเสียงบางอย่างอีกครั้ง เสียงครางเบาๆ ดังขึ้นจากที่ไกลๆ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด เอลิซ่าหยุดชะงัก หัวใจของเธอเต้นรัว เธอพยายามมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด

“อะไรน่ะ…” เธอกล่าว “เสียงอะไรนั่น”

เสียงครางนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ราวกับกำลังเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ เอลิซ่าตัดสินใจเร่งฝีเท้า เธอรู้สึกล่วงรู้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เธอกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามทางเดินที่มืดมิด เสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่รอบกาย เสียงครางนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอรู้สึกว่ามันอยู่ข้างหลังเธอแล้ว

“เจ้าวิ่งไปไม่พ้นหรอก…” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ข้างหูของเธอ

เอลิซ่าสะดุ้งสุดตัว เธอหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบสิ่งใด มีเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า

“ไม่จริงน่า…” เธอกล่าว “มันเป็นไปไม่ได้”

ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังหายใจรดต้นคอของเธอ กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายของเธอ เอลิซ่าหันขวับกลับไปอีกครั้ง และคราวนี้ เธอก็ได้เห็นมัน

ร่างเงาสีดำขนาดใหญ่ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ ร่างนั้นสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงฉานในความมืด มันไม่มีใบหน้า ไม่มีแขนขาที่ชัดเจน มีเพียงเงาดำทะมึนที่ดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวไปมา

เอลิซ่ายืนนิ่งราวกับถูกสาป เธอไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่สัตว์ป่า ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวและชั่วร้าย

“แก…แกเป็นใคร” เอลิซ่าพึมพำ เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบจะไม่ได้ยิน

ร่างเงานั้นไม่ตอบ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เอลิซ่าช้าๆ ทุกย่างก้าวของมันเต็มไปด้วยพลังงานที่น่ากลัว ราวกับความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เอลิซ่าพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายของเธอแข็งทื่อไปหมด เธอไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากยืนจ้องมองร่างเงานั้นที่กำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“ไม่นะ…” เธอกล่าว “อย่าเข้ามา!”

แต่ร่างเงานั้นก็ไม่ฟัง มันยังคงเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ จนกระทั่งมันอยู่ห่างจากเอลิซ่าเพียงไม่กี่ก้าว

ทันใดนั้น สร้อยจี้รูปดวงจันทร์ที่เธอสวมอยู่ก็ส่องแสงสีเงินสว่างจ้า แสงนั้นพุ่งตรงไปยังร่างเงาสีดำ ร่างเงาคำรามด้วยความเจ็บปวด แล้วค่อยๆ สลายไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ

เอลิซ่าหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายของเธออ่อนแรงลงอย่างกะทันหัน แสงจากสร้อยจี้หรี่ลง แล้วกลับเป็นปกติ เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ แต่เธอก็รู้ว่าเธอเพิ่งทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติไป

“นี่มัน…อะไรกัน” เอลิซ่าพึมพำกับตัวเอง เธอสัมผัสสร้อยจี้ในมือ ที่ยังคงรู้สึกถึงพลังงานที่เพิ่งใช้ไป

เธอล้มลงกับพื้น ดวงตาของเธอปิดลงช้าๆ แต่ก่อนที่สติจะดับไป เธอได้ยินเสียงแผ่วเบา เสียงที่คุ้นเคย เสียงที่เธอไม่เคยได้ยินมานานแสนนาน

“เจ้าคือผู้ถูกเลือก…เอลิซ่า…”